ข้อมูลท่องเที่ยวเวียดนาม

เที่ยวดินแดนแห่งสงครามที่จารึกประวัติศาตร์โลก เวียดนามใต้

เวียดนามใต้ โฮจิมินห์ วุงเตา

สวัสดีค่ะทริปนี้เราพาไปเที่ยวตะลุยดินแดนแห่งสงครามเวียดนามกันค่ะ บินลัดฟ้ามาโฮจิมินห์ซิตี้ โดยสายการบินเตอร์กิสแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK68 มีของว่างเป็นแซนวิสเสริฟ์บนเครื่องและเครื่องดื่ม เครื่องบินที่นั่ง 2-4-2 ภายในที่นั่งค่อนข้างกว้างสำหรับคนเอเชีย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วโมง 40นาที เดินทางสบายๆระยะทางสั้นๆค่ะ

ถึงสนามบินตันเซินนึก ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระค่ะ จากนั้นเราก็เตรียมพร้อมมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารกันเลย เพราะมาถึงที่นี่ก็ประมาณ เกือบทุ่มแล้ว หิวโหยกันถ้วนหน้า ถึงแม้จะมีแซนวิชบนเครื่องรองท้องมาแล้วก็ตาม เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองโฮจิมินห์ เมืองเศรษฐกิจที่คึกคัดและทันสมัยที่สุดของเวียดนาม (เมืองโฮจิมินห์เดิมเรียกว่าเมืองไซง่อน ไซง่อนเมื่อก่อนเคยเป็นเมืองขึ้นของอณาจักรของคนเขมร อณาจักรจำปา ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่านุ่นจึงเรียกบริเวณนี้ว่า เบรกอนอ หลังจากคนเวียดนามอพยพเข้ามามีการออกเสียงเพี๊ยนไปเรื่อยจึงกลายมาเป็นไซง่อน) ตลอดทางจะพบเจอสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปแบบของตะวันตกและตะวันออกได้ง่าย เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสจึงหลงเหลือกลิ่นไอของวัฒนธรรมตะวันตก และจะเห็นได้อย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือที่นี่คนขับขี่มอเตอร์ไซมากกว่ารถยนต์ และที่นี่ไม่มีสะพานลอย ซึ่งเวลาข้ามถนนค่อนข้างต้องใช้ความระมัดระวังมากเพราะถนนที่นี่บางแยกก็ไม่มีไฟแดง และรถยนต์หรือมอเตอร์ไซก็ขับขี่แบบต่างคนต่างวิ่งเลยทีเดียว น่ากลัวมาก..และตลอด2ข้างทางของเวียดนามจะมีร้านกาแฟนั่งอยู่เยอะมาก เพราะคนเวียดนามนั้นชอบทานกาแฟมาก คนเวียดนามจะออกจากบ้าน6โมงเข้ามานั่งรอกาแฟและนั่งคุยกันก่อนไปทำงานตอน9โมง ไกด์บอกว่าคนเวียดนามหากไม่ได้กินกาแฟก่อนทำงานจะทำงานไม่ได้ 

(จากสนามบินเดินทางไปยังร้านอาหารใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง)

ในที่สุดเราก็มาถึง ลงเรือสำราญรับประทานอาหารค่ำ และล่องเรือชมความงามสองฝั่งแม่น้ำไซง่อนแม่น้ำสายหลักของนครโฮจิมินห์ มีการแสดงเพลงพื้นเมือง ระบำแทงโก้ (อาหารค่อนข้างจืดซะส่วนใหญ่)

 

หลังจากรับประทานอาหารกันอิ่มหนำสำราญแล้ว ชมบรรยากาศสวยๆยามค่ำคืน แล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน เราไปพักผ่อนเอาแรงกันก่อน พรุ่งนี้เราจะจัดเต็มทั้งวันแน่นอน  คืนนี้เรามาพักผ่อนเอาแรงกันที่ โรงแรม SONNET SAIGON HOTEL

เช้านี้อากาศสดใส รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้วพร้อมออกเดินทาง ขึ้นรถออกเดินทางแวะที่แรกเป็นอดีตทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม(จากโรงแรมเดินทางเพียง 10 นาที ) สถาปัตยกรรมมีการก่อสร้างแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกแทรกความเป็นเวียดนามลงไปด้วย ภายในมีห้องใต้ดินที่อดีตประธานาธิบดีได้เคยใช้เป็นฐานบัญชาการรบ และเป็นที่หลบภัยในสมัยสงครามเวียดนาม ภายในมีห้องต่างๆห้องประชุมห้องจัดเลี้ยงซึ่งปัจจุบันยังคงใช้สถานที่แห่งนี้ในการจัดพิธีการสำคัญๆอยู่ด้วย 

จากนั้นเดินทางไปแวะชมพิพิธภัณฑ์สงคราม สถานที่แห่งนี้ได้เคยใช้ชื่อว่าสงครามความชั่วของอเมริกาที่ทำกับเรา แต่ภายหลังจากมีการเซ็นต์สัญญาสงบศึกกับเวียดนามจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามแทน แต่ภายในพิพิธภัณฑ์นี้ก็ยังคงสะท้อนเรื่องราวความเลวร้ายของอเมริกาที่ทำกับชาวเวียดนาม ครั้งสมัยยุคสงครามเวียดนามที่ได้สูญเสียและเจอเรื่องราวร้ายแรงที่สุดในยุคของเวียดนามเลยทีเดียว ไม่ว่าจะโดนเข่นฆ่า โดนทหารอเมริกันจับเด็กสาว เด็กเล็กหรือแม้กระทั่งคนแก่ก็โดนจับข่มขืน ผู้ชายก็ฆ่าทิ้งยิงทิ้งหมด พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังมีถึงหลักฐานที่แสดงถึงการกระทำของทหารชาวอเมริกันจริงๆได้จัดแสดงไว้ด้วย (ตอนที่ไกด์เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ฟังมีหญิงสาวคนนึงซึ่งน่าจะเป็นคนเวียดนาม ได้ยืนอ่านและดูภาพเรื่องราวถึงกับร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว )

เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์กันมาพอแล้ว พร้อมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองวุงเตา ตั้งอยู่ห่างจากโฮจิมินห์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดทะเล และมีชายหาดทอดยาวถึง 7 กิโล ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 2ชั่วโมงครึ่ง (ที่เวียดนามมีการจำกัดความเร็วที่ 100 ก.ม./ชั่วโมง) ทางที่เราไปเราได้ลอดอุโมงค์ใต้แม่น้ำไซง่อนด้วยเป็นอุโมงค์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกทุนสร้างให้ 100% เป็นทางเชื่อมระหว่างเขต 2กับเขต 1 เพิ่งเปิดให้ใช้งานมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีความยาวประมาณ 2 กิโล มาถึงวุงเตาเราก็แวะทานอาหารกันก่อนค่ะ 

รับประทานอาหารแล้วพร้อมลุยต่อ เราแวะไปเที่ยวชมบ้านพักตากอากาศขององค์กษัตริย์เบ๋าได๋ ซึ่งรวบรวมวัตถุโบราณที่ใช้ในสมัยเมื่อองค์กษัตริย์ยังอยู่เก็บมาให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน สถานที่นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1898

เดินทางไปวัดเนี๊ยดบานติงห์ซา วัดที่เป็นที่นับถือกันมากที่สุดในวุงเตา ในวัดมีพระพุทธรูปที่ทำจากคอนกรีตและหินอ่อน และเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าให้ผู้คนได้สักการะกราบไหว้ (ไกด์เล่าว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่ไม่มีศาสนา แต่จะนับถือบรรพบุรุษ ส่วนรองลงมาก็นับถือศาสนาพุธ และคริสต์ตามมา และนับถือปลาวาฬเป็นบรรพบุรุษ ) และไปที่รูปปั้นพระเยซู ซึ่งถือว่าเป็นรูปปั้นพระเยซูที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชีย มีความสูงราว 30 เมตร ยืนทอดพระเนตรไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก สร้างโดยชาวอเมริกันเมื่อปี พ.ศ.2514 จากทางเข้าด้านล่างไปถึงชั้นที่พระเยซูยืนอยู่ต้องขึ้นบันไดไป 800 ขั้น เล่นเอาหอบรับประทานเลยค่ะ แต่คนเวียดนามที่มาเที่ยวที่ก็มีพวกหนุ่มสาวมาเที่ยวเยอะอยู่ค่ะ ว่ากันว่าใครได้ขึ้นไปถึงบ่าของพระเยซูแล้วตั้งใจขอพรจะสมหวังค่ะ

ที่สุดท้ายวันนีี้เดินทางไปวิหารปลาวาฬต่อ(ใช้เวลา10นาที) วิหารปลาวาฬสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 อุทิศให้กับลัทธิปลาวาฬ ซึ่งหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงนับถือปลาวาฬกัน มีเรื่องเล่าขานมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า มีปลาวาฬได้ช่วยชีวิตมนุษย์ไว้จากอันตรายในทะเลลึก ทำให้ชาวประมงนับถือบูชากันเป็นอย่างมาก ภายในวัดมีโครงกระดูกปลาวาฬที่เกยตื้นที่หาดนำมาเก็บไว้เป็นอย่างดีในหีบแก้วใบใหญ่

ไปรับประทานอาหารค่ำ กันที่ภัตตาคาร หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ว เดินทางกลับที่พักรร. THE COAST HOTEL บางคนขึ้นห้องพักผ่อน หรือไปเดินเล่นนั่งดริ้งค์ต่อจะไกด์พาเดินเลาะหาดไปบรรยากาศริมหาดเหมือนพัทยาบ้านเรานี่เอง กลางคืนคนเวียดนามเที่ยวกันเยอะเหมือนกันค่ะ ได้แวะมานั่งกินที่ซุ้มร้านเหล้า Ch? ?êm V?ng Tàu ขออภัยออกเสียงไม่ถูกค่ะ เป็นดงร้านนั่งดริ้งค์ที่ราคาไม่แพง  (เดินกลางคืนที่นี่ก็ระมัดระวังกระเป๋ากันด้วยค่ะ มิจฉาชีพมีทุกประเทศปลอดภัยไว้ก่อน ) สนุกสนานกันเต็มที่แต่พรุ่งนี้มีลุยต่อแต่เช้าจ้า

วันสุดท้ายที่เราจะเที่ยวกันก่อนกลับประเทศไทยก็มาถึง ทานอาหารเช้าให้อิ่มก่อนออกเดินทางค่ะ เช้านี้เราจะเดินทางกลับเข้าสู่โฮจิมินห์ซิตี้กัน (เดินทางประมาณ 2ชั่วโมงครึ่ง ) พาเที่ยวตลาดเบินถัน เป็นตลาดรวมของพื้นเมืองและของก็อปแบรนด์ดังคุณภาพดี บางกลุ่มไกด์พาไปที่ Saigon Square ด้วย ที่นี่ก็เหมือนแพลตตินัมบ้านเรา มีสินค้าหลายอย่าง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า ราคาก็ต่อรองกันไปแต่ที่นี่ต่อราคาจะไม่ค่อยลดให้เหมือนตลาดเบินถัน จริงๆของที่นี่กลับบ้านเราซื้อเอาก็ได้ ไม่ได้ขายถูกกว่ากันเยอะเลย บางอย่างราคาเท่าบ้านเราด้วยซ้ำ แล้วแต่คนคิดละมั้ง หลังจากที่เราช้อปปิ้งกัน 2ชั่วโมงเต็มเราก็ไปทานอาหาร เป็นร้านบุฟเฟ่ห์อาหารไทย ร้านตั้งอยู่ในห้าง Maxi Mark ชั้นบนสุด 

อิ่มอร่อยแล้วเดินทางกันต่อ ออกเดินทางไปอุโมงค์กูจี เป็นอุโมงค์ที่เป็นยุทธศาสตร์ทางการรบของจารชนกูจี ซึ่งดินแดนพื้นที่แห่งนี้เป็นหลุมหลบภัยอันดีของชาวบ้านกูจี และจารชนกูจีได้ขึ้นชื่อว่ามีการวางแผนการรบที่ยอดเยี่ยมจนแม่ทัพอเมริกันถึงกับออกปากว่า ไม่ว่าทหารอเมริกันไปอยู่จุดไหนของพื้นที่นี้ก็มีชาวกูจีต่อสู้อยู่เต็มไปหมดโดยที่พวกเขามองไม่เห็นเลยและไม่สามารถบุกทลายพื้นที่นี้ได้ โดยจารชนกูจีก็คือชาวบ้านธรรมดาที่อาสามาร่วมรบเพื่อปกป้องดินแดนและครอบครัวของพวกเขา พวกเขาทำเพื่อความอยู่รอดและทวงคืนเสรีภาพของเขาเอง จารชนกูจี มีวิธีการรบแบบกองโจร โดยการดักซุ่มโจมตี ทำให้ทหารอเมริกันคาดไม่ถึง จารชนกูจีพวกเขาอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินที่พวกเขาช่วยกันขุดตั้งแต่เริ่มสงครามเวียดนาม ภายใต้อุโมงค์นี้อยู่กันเป็นชุมชนใหญ่ๆเลย ว่ากันว่ามีประชากรประมาณ2แสนคนอยู่ใต้อุโมงค์แห่งนี้ และทุกเส้นทางของอุโมงค์เชื่อมหากันหมดโดยมีระยะทางกว่า 70 ก.ม. บ้างที่ใช้ชีวิตใต้อุโมงค์ก็เป็นโรคผิวหนังเสียชีวิต คนเหล่านี้ใช้ชีวิตโดยการกินแค่มันเทศเผา และมีรูอากาศเพียงรูเล็กๆ ที่ใช้หายใจ ซึ่งทหารอเมริกันไม่สามารรู้ได้เลยว่าพวกคนเหล่านี้อาศัยอยู่ใต้ดิน วีรกรรมของจารชนกูจีนั้นถูกเชิดชู และยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวชาวแถบยุโรปนิยมมาที่กูจีเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งของกูจี (ที่นี่เสียค่าเข้าประมาณ90,000ดอง)

เที่ยวชมอุโมงค์กูจีเสร็จก็ถึงเวลาโบกมือ บ๊ายบายประเทศเวียดนามใต้ ทริปครั้งนี้เราได้รู้เร่องราวอะไรมากมาย เกี่ยวกับเวียดนามใต้ ไกด์และผู้ช่วยไกด์น่ารักมากๆ ความรู้ทางประวัติศาสตร์แน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว ได้ความรู้จากทั้ง2ท่านไปเยอะแยะเลย สำหรับทริปนี้ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านบทความท่องเที่ยวสั้นๆ ของเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ วุงเตาครั้งนี้ด้วยค่ะ คราวหน้าจะมีทริปอะไรดีๆอีกจะมาเล่าให้เพื่อนๆทุกท่านได้อ่านกันค่ะ